วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (พ.ศ. 2545-2559)

 



        แผนการศึกษาแห่งชาติในช่วงปี พ.ศ. 2540-2559 ประกอบด้วยแผนสำคัญสองฉบับที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยในยุคนั้น โดยเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกฎหมายการศึกษาที่สำคัญ 

  1. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) แผนฉบับนี้ถือเป็น "แผนแห่งความหวังและอนาคต" ที่มุ่งเน้นการพัฒนา "คน" เป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์และแนวคิดสำคัญดังนี้ :

    • มุ่งพัฒนาศักยภาพคนไทยให้มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยการศึกษาเป็นกระบวนการหลักในการพัฒนา 
    • การพัฒนาบุคคล 4 ด้าน ได้แก่ ปัญญา, จิตใจ, ร่างกาย, และสังคม เพื่อเป้าหมาย "สร้างคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข" 
    • การจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) โดยขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค

    ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ที่แผนฉบับนี้กำหนดไว้ 

    • การพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์: คนทุกช่วงวัยควรได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 
    • การศึกษาที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและบริบทสังคม: การศึกษาที่จัดให้ควรสอดคล้องกับความต้องการของบุคคล ชุมชน สังคม และประเทศชาติ รวมถึงความเจริญจริงของคนทุกชาติ ทุกวัฒนธรรม และนำไปสู่การสร้างงานและโอกาสประกอบอาชีพในท้องถิ่น [i, 58].
    • การปฏิรูปกระบวนทัศน์การจัดการศึกษา:
      • เปลี่ยนจากการเป็นผู้จัดการศึกษาโดยรัฐ มาเป็นการจัดการศึกษาโดยทุกภาคส่วนของสังคม 
      • เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ด้วยตนเอง 
      • การศึกษาเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนาคน และควรตอบสนองความต้องการและความถนัดของแต่ละบุคคล 
      • ทุกภาคส่วนของสังคมควรตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศึกษา
      • มีการปฏิรูประบบการศึกษาในส่วนภูมิภาคและสถานศึกษาให้มีอิสระในการบริหารจัดการ
      • ส่งเสริมการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา 
      • ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 
      • มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญ 
  2. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (พ.ศ. 2545-2559) แผนฉบับนี้เป็น แผนแม่บทระยะ 15 ปี ที่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่งเป็น "แผนในการปฏิบัติ" ที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน การปฏิรูปการศึกษาในช่วงนี้มีเป้าหมายให้ "ผู้เรียนมีลักษณะและพึงประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ คนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข" โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    • คนดี: มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย มีเหตุผล ซื่อสัตย์ ขยัน พากเพียร และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติสุข
    • คนเก่ง: มีศักยภาพในการดำเนินชีวิต มีความรอบรู้กว้างขวาง มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนทันสมัย และทำประโยชน์ให้กับตนเอง สังคม และประเทศชาติ
    • คนมีความสุข: มีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจสมบูรณ์แข็งแรง จิตใจแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว และรู้จักดำรงชีวิตอย่างพอเพียง

    แนวคิดหลักในการปฏิรูปการศึกษาภายใต้แผนฉบับนี้มี 3 ส่วน:

    • การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All)
    • สังคมพึงมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (All for Education)
    • การศึกษาเพื่อแก้ปัญหาสังคม (Education for All Problems)

    การปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ:

    • ปฏิรูประบบการศึกษา (Structure Reform): เป็นการปรับบริหารจัดการศึกษาที่เคยอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ให้มีลักษณะและบทบาทที่เน้นองค์กรและหน่วยงานย่อยเข้ามามีส่วนร่วม.
    • ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ (Process Reform): เน้นความสำคัญที่ผู้เรียน และมุ่งเน้นการปฏิรูปวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา.
    • ปฏิรูปการจัดการศึกษา (Management Reform): พัฒนาการจัดการศึกษาที่มีพื้นฐานรองรับกฎหมายการศึกษาที่ออกใช้แล้ว และกระจายอำนาจให้ทันเวลาที่กำหนด โดยใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542.

    ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน (Implementation Strategies) ภายใต้แผนนี้มี 10 ยุทธศาสตร์:

    1. การมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ
    2. เปิดและสร้างโอกาสการเรียนรู้ทั่วประเทศ
    3. ส่งเสริมบทบาทชุมชน ประชาคม และประชาสังคม (Civil Society)
    4. ส่งเสริมบทบาทวัดและท้องถิ่น
    5. ส่งเสริมต่อเนื่อง
    6. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา
    7. ส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการการศึกษา
    8. บทบาทภาครัฐในการศึกษา
    9. ปฏิรูปการบริหารจัดการการศึกษา
    10. ปฏิรูปการศึกษาในรายจังหวัด

        โดยสรุป แผนการศึกษาแห่งชาติในช่วง พ.ศ. 2540-2559 มีจุดเริ่มต้นจากแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ที่เน้นการพัฒนาคนในภาพรวม และต่อยอดด้วยแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (พ.ศ. 2545-2559) ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาว 15 ปี ที่วางกรอบการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการเรียนรู้ และการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างคนไทยให้เป็น "คนดี คนเก่ง และคนมีความสุข" และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม 

แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)

 


นโยบายจัดการศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2504-2539 ส่วนใหญ่ถูกกำหนดผ่านแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) นั้น เป็นแผนที่มุ่งเน้นการพัฒนา "คน" เป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่อาจมีรายละเอียดไม่เหมือนกันนัก. แผนฉบับนี้ถือเป็น "แผนแห่งความหวังและอนาคต" สำหรับการพัฒนาคนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยคำนึงถึงสถานะของประเทศไทยที่ถูกมองว่าด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายด้านในขณะนั้น.

วัตถุประสงค์และแนวคิดหลักของแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 มีดังนี้:

  • มุ่งพัฒนาศักยภาพคนไทยให้มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยการศึกษาจะเข้ามาเป็นกระบวนการหลักในการพัฒนาศักยภาพดังกล่าว.
  • การพัฒนาบุคคล 4 ด้าน คือ ด้านปัญญา, จิตใจ, ร่างกาย, และสังคม. ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักในการ "สร้างคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข".
  • การจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ซึ่งหมายถึงการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค.

ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ที่แผนฉบับนี้กำหนดไว้เพื่อการพัฒนาการศึกษาไทย ได้แก่:

  1. การพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ คนทุกช่วงวัยควรได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21. เป้าหมายคือการพัฒนาคนในทุกมิติ ทั้งด้านปัญญา, จิตใจ, ร่างกาย, และสังคม.

    • ด้านปัญญา: ส่งเสริมให้คนไทยมีวิธีคิด, คิดเป็น, รู้จักคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์, มีความคิดสร้างสรรค์.
    • ด้านวินัยและจิตสำนึก: พัฒนาคนไทยให้มีวินัย, รับผิดชอบต่อสังคม, ชุมชน, และประเทศชาติ.
    • ด้านทักษะและสมรรถนะ: พัฒนาคนไทยให้มีทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เช่น ทักษะด้านภาษาต่างประเทศและคอมพิวเตอร์.
  2. การศึกษาที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและบริบทสังคม:

    • การศึกษาที่จัดให้ควรสอดคล้องกับความต้องการของบุคคล, ชุมชน, สังคม และประเทศชาติ.
    • ควรสอดคล้องกับความเจริญจริงของคนทุกชาติ ทุกวัฒนธรรม.
    • การศึกษาควรนำไปสู่การสร้างงานและมีโอกาสประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง.
    • แม้การจัดการศึกษาจะยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวง แต่มีการปรับปรุงและเร่งรัดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา.
  3. การปฏิรูปกระบวนทัศน์การจัดการศึกษา:

    • เปลี่ยนจากการเป็นผู้จัดการศึกษาโดยรัฐ มาเป็นการจัดการศึกษาโดยทุกภาคส่วนของสังคม.
    • เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมให้รู้จักเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย.
    • การศึกษาควรเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนาคน.
    • การจัดการศึกษาควรตอบสนองความต้องการและความถนัดของแต่ละบุคคล ไม่ใช่การกำหนดคุณลักษณะที่แตกต่างกัน.
    • ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งครอบครัว ชุมชน รัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ ควรตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศึกษา.
    • รัฐยังคงมีบทบาท แต่ควรมีการแบ่งเบาภาระ.
    • มีการ ปฏิรูประบบการศึกษา ในส่วนภูมิภาคและสถานศึกษาให้มีอิสระในการบริหารจัดการ.
    • ส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน.
    • ส่งเสริมและสนับสนุน ภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา.
    • มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง และส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาระบบรวมถึงการปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญ.

โดยสรุปแล้ว แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) เป็นแผนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา "คน" อย่างรอบด้าน ทั้งด้านปัญญา, จิตใจ, ร่างกาย, และสังคม มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง และปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน.

นโยบายจัดการศึกษา พ.ศ.2504-2539

 



        ในระหว่างปี พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2539 นโยบายการจัดการศึกษาของประเทศไทยส่วนใหญ่ได้ถูกกำหนดและขับเคลื่อนผ่าน แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในแต่ละฉบับ เพื่อให้การศึกษาตอบสนองต่อบริบทและความต้องการของประเทศในแต่ละช่วงเวลา:

  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในยุคดังกล่าว.

  • แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510-2514)

    • มีวัตถุประสงค์หลักคือ "การจัดการศึกษาให้สัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย".
    • เน้นหนักที่ "การผลิตกำลังคนระดับต่าง ๆ ตามความต้องการของประเทศทั้งปริมาณและคุณภาพ".
    • ยังมุ่งเน้น "การปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา และส่งเสริมการศึกษาของโรงเรียนราษฎร์" โดยเฉพาะด้านคุณภาพและมาตรฐาน.
  • แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519)

    • เน้นหนักที่ "การเตรียมประเทศชาติให้พร้อมสู่ยุควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี".
    • มุ่งมั่นที่จะ "แก้ไขปัญหาสภาวะคุณภาพและประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาอย่างจริงจัง".
    • และได้ "กำหนดนโยบายการศึกษาเข้ารวมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ของประเทศ.
  • แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520

    • แผนนี้ถูกจัดทำขึ้นภายหลัง "การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2516".
    • มีเป้าหมายเพื่อ "ปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และลักษณะอื่น ๆ" ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และระบอบประชาธิปไตยในขณะนั้น.
    • ได้กำหนดโครงสร้างการศึกษาใหม่เป็นระบบ "6 : 3 : 3 : 2" ซึ่งประกอบด้วยประถมศึกษา 6 ปี, มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี, มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี และอุดมศึกษา 2 ปี. มีการลดชั้นประถมศึกษาจาก 7 ปีเหลือ 6 ปี และปรับสายมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 5 ปีเป็น 6 ปี (แบ่งเป็น 3-3 ปีสำหรับมัธยมศึกษา).
  • แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524)

    • มีวัตถุประสงค์เพื่อ "เร่งรัดการพัฒนาคนทุกประเภทเพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต".
  • แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529)

    • มุ่งเน้นการ "พัฒนาบุคคล 4 ด้าน คือ ด้านปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม".
    • มีเป้าหมายเพื่อให้เกิด "ความสมบูรณ์ทางการศึกษาทั้งด้านคุณภาพและคุณภาพชีวิต".
    • เน้นการ "สร้างคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข" โดยให้พลเมืองมีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน.
  • แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534)

    • มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ "มุ่งพัฒนาคุณภาพของคนและส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้".
  • แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539)

    • ยังคงเน้น "การพัฒนาบุคคล 4 ด้าน คือ ด้านปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม".
    • มีเป้าหมายหลักคือ "การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All)".
    • แนวทางการพัฒนา ในแผนฉบับนี้ ได้แก่:
      • การปฏิรูประบบการศึกษา ในส่วนภูมิภาคและสถานศึกษาให้มีอิสระในการบริหารจัดการ.
      • การส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน.
      • การ ขยายโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และการจัดและขยายการประถมศึกษาให้ทั่วถึง.
      • การส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ในชุมชนและ การเรียนรู้ตลอดชีวิต.
      • การพัฒนา การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
      • การส่งเสริมและสนับสนุน ภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา.
      • การปรับปรุงและเร่งรัด ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา.

        นโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางวิชาการอยู่เสมอ เพื่อยกระดับคุณภาพของพลเมืองและรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว.

แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2494





        แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2494 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาของประเทศไทย

ภาพรวมและบริบทของปี พ.ศ. 2494:

    จุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่: ปี พ.ศ. 2494 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    การปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร: ในปี พ.ศ. 2494 มีการยกระดับ กองโรงเรียนประชาบาล ให้เป็น กรมประชาศึกษา การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2491 ซึ่งทำให้ภาคประชาชนและสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น

    การประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2495: แม้ว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ "แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494" ที่ระบุวัตถุประสงค์และโครงสร้าง แต่แหล่งข้อมูลยังระบุว่ามีการประกาศใช้ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2495 ในช่วงเวลานี้ด้วย ซึ่งอาจหมายถึงแผนที่ได้รับการวางรากฐานหรือพัฒนาในปี 2494 ก่อนที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปีถัดไป

สาระสำคัญของ "แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494" (ตามที่ระบุในแหล่งข้อมูล):

        แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 ได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์และโครงสร้างที่สำคัญดังนี้:

            การแบ่งระดับการศึกษา: การจัดการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่:

                1. อบุมศึกษา (เป็นคำที่ปรากฏในเอกสาร ซึ่งอาจหมายถึงการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาหรือการอบรมเบื้องต้น)

                2. ประถมศึกษา

                3. มัธยมศึกษา

                4. อุดมศึกษา

            การศึกษาภาคบังคับ: แผนนี้มุ่งหมายให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยในพื้นที่ที่มีความพยายามขยายการจัดการอาชีวศึกษา

            การอาชีวศึกษา: มีเป้าหมายที่จะขยายการจัดการอาชีวศึกษาให้กว้างขวาง เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนระดับกลางในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศและสนับสนุนให้ผู้ที่มีความสามารถได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

            การศึกษาพิเศษและการสงเคราะห์: แผนนี้ยังรวมถึงการจัดให้มีการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์สำหรับผู้ด้อยโอกาสด้วย

        โดยรวมแล้ว ปี พ.ศ. 2494 ถือเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงและวางรากฐานสำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศไทย โดยเน้นการขยายโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาอาชีวศึกษา และการปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาประเทศในยุคหลังสงครามโลก

แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475

 



        แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2475 ได้ถูกกำหนดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลได้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดการศึกษา แผนนี้ถือเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์ในการจัดการศึกษาของประเทศ และมีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จุดมุ่งหมายและสาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 มีดังนี้:

    การพัฒนาพลเมือง: มุ่งเน้นให้พลเมืองไทยได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับอัตภาพ รวมถึงสติปัญญาและความสามารถทางทรัพย์สิน

    การจัดการศึกษา 3 ด้าน:

        จริยศึกษา (Moral Education): เน้นการอบรมให้มีศีลธรรมอันดีงาม และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

        พุทธิศึกษา (Intellectual Education): ส่งเสริมให้มีปัญญา ความรู้ และความสามารถ

        พลศึกษา (Physical Education): ฝึกฝนให้ร่างกายแข็งแรง มีอนามัยสมบูรณ์ และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา

    การจัดสายการศึกษา:

        การศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ: จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพและบ้านเมือง

        ระดับประถมศึกษา: ประกอบด้วยชั้นประถม 1 ถึง 4

        ระดับมัธยมศึกษา: ประกอบด้วยชั้นมัธยมต้น 1 ถึง 4 และมัธยมปลาย 5 ถึง 8

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นเรียน:

        การปรับชั้นมัธยมปลาย: เปลี่ยนจากเดิมที่มีถึงมัธยมปีที่ 8 ให้เหลือเพียงมัธยมปีที่ 6

        การจัดตั้งชั้นเตรียมอุดมศึกษา: จัดตั้งขึ้นสำหรับนักเรียนที่ประสงค์จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

    การจัดอาชีวศึกษา: กำหนดให้มีการจัดการอาชีวศึกษาตั้งแต่การจบประถมศึกษาไปจนถึงระดับมัธยมต้น (มัธยมปีที่ 3) และมัธยมปลาย (มัธยมปีที่ 6)

        แผนการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาของไทยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพของประชากรในทุกมิติ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในขณะนั้น

แผนการศึกษาแห่งชาติ

 



        แผนการศึกษาแห่งชาติ หมายถึง กรอบและยุทธศาสตร์ในการจัดการศึกษาของประเทศ  ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อวางรากฐาน กำหนดทิศทาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองและสังคมของประเทศไทย ให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประเทศในแต่ละยุคสมัย .

วัตถุประสงค์หลักของการมีแผนการศึกษาแห่งชาติสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เพื่อกำหนดทิศทางและโครงสร้างการจัดการศึกษา แผนการศึกษาทำหน้าที่เป็นกรอบและยุทธศาสตร์ในการจัดการศึกษาของประเทศ โดยมีการกำหนดระดับการศึกษา สายการศึกษา และโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 กำหนดการศึกษา 3 ด้าน (จริยศึกษา พุทธิศึกษา พลศึกษา) และแบ่งเป็นสายสามัญและสายอาชีพ ส่วนแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 กำหนดการแบ่งระดับการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา 
  • เพื่อพัฒนาพลเมืองให้มีคุณสมบัติตามที่ประเทศต้องการ แผนการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาพลเมืองให้เหมาะสมกับระบอบการปกครองและบริบททางสังคม 
    • ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พลเมืองทุกคนสามารถทำหน้าที่พลเมืองตามระบอบรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่
    • ในแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พลเมืองได้รับความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพและทุนทรัพย์ และเพื่อให้รัฐบรรลุความมุ่งหมายที่ต้องการให้พลเมืองทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน [previous turn, 28].
    • ในยุคการปฏิรูปการศึกษา (เช่น พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา) มีการเน้นการสร้าง "คนดี คนเก่ง และคนมีความสุข" 

                      "คนดี" คือผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติสุข 

                      "คนเก่ง" คือผู้มีศักยภาพในการดำเนินชีวิต มีความรู้กว้างขวาง มีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

                      "คนมีความสุข" คือผู้ที่มีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์

  • เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและแก้ไขปัญหาทางการศึกษา แผนการศึกษาถูกกำหนดขึ้นเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึ เช่น แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 มีเป้าหมายขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี และขยายอาชีวศึกษาให้กว้างขวาง รวมถึงจัดให้มีการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์สำหรับผู้ด้อยโอกาส  นอกจากนี้ การปฏิรูปการศึกษายังมีเป้าหมายหลักประการหนึ่งคือ "การศึกษาเพื่อปวงชน" (Education for All) และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคมในการแก้ปัญหาทางการศึกษา
  • เพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาและสร้างความหวังให้ประเทศ สังคมควรมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการสร้างปัญญาที่จะช่วยแก้ปัญหาในทุกด้าน ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และถือเป็น "ทางออกหรือความหวังของประเทศ" 
  • เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศ แผนการศึกษาแห่งชาติมักจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อให้การศึกษาตอบสนองความต้องการของประเทศในการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพคน แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ได้กำหนดแนวทางและกรอบความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาให้สนองความต้องการการพัฒนาประเทศในอนาคต

    ดังนั้น แผนการศึกษาแห่งชาติจึงเป็น แผนแม่บทหลัก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแนวทางและกรอบการทำงานสำหรับการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  
 

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ประวัติการศึกษาไทย: การศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

 



        การศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) มีประวัติศาสตร์และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของประเทศอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ

ภาพรวมการศึกษาในอดีต

        ในอดีต การศึกษาในพื้นที่นี้หยั่งรากลึกกับสถาบันทางศาสนาอิสลามที่เรียกว่า  "ปอเนาะ" ซึ่งเป็นสำนักสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่นักเรียนจะมาพักอาศัยและเล่าเรียนกับ "โต๊ะครู/โต๊ะฆูรู" ผู้มีความรู้ทางศาสนา การเรียนการสอนในปอเนาะมุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ปอเนาะจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษา แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเป็นแหล่งบ่มเพาะทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมมลายู

การศึกษาในระบบปัจจุบัน

        ปัจจุบัน ระบบการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ประกอบด้วยสถานศึกษาหลายรูปแบบ ได้แก่:

    โรงเรียนรัฐบาล: ซึ่งจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เช่นเดียวกับโรงเรียนในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ

    โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม: เป็นโรงเรียนที่ได้รับการรับรองจากรัฐและสอนทั้งวิชาสามัญตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการและวิชาศาสนาอิสลามควบคู่กันไป

    สถาบันศึกษาปอเนาะ:  แม้บางแห่งยังคงรักษารูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมไว้ แต่ปอเนาะหลายแห่งได้ปรับตัวและจดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อให้นักเรียนได้รับวุฒิการศึกษาที่สามารถนำไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้

    โรงเรียนตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด): เป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสนาอิสลามสำหรับเด็กและเยาวชนในชุมชน ซึ่งมักจะเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักศาสนาและจริยธรรมอิสลาม

    สถาบันศึกษาอัลกุรอานหรือตัฮฟีซ (تحفيظ) เป็นสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่ม (30 ญุซอ์) เพื่อผลิตผู้ที่สามารถเป็น “ฮาฟิซอัลกุรอาน” โดยอาจมีการสอนวิชาศาสนาอื่นควบคู่ด้วย.


ความท้าทายและประเด็นสำคัญ

        การจัดการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

        - ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม: เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ ซึ่งแตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐานที่ใช้ในโรงเรียน สิ่งนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้และอาจส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

        สถานการณ์ความไม่สงบ: ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ และส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

        คุณภาพการศึกษา: มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น

   ประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วม: ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้มีความซับซ้อนและแตกต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทย การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประวัติศาสตร์จึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อการสร้างสันติภาพในระยะยาว

ความพยายามในการพัฒนา

        ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาคุณภาพการสอน การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มคนที่แตกต่างกัน การศึกษาจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ประวัติการศึกษาไทย

 

ย้อนดูการศึกษาจากมีวัดเป็นโรงเรียน มีพระเป็นครู


การศึกษาไทยแบ่งออกเป็น 2 สมัยหลัก คือ การศึกษาไทยสมัยโบราณ และการศึกษาไทยภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและระบอบประชาธิปไตย.

1. การศึกษาไทยสมัยโบราณ การศึกษาไทยสมัยโบราณแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก:

  • สมัยลานนาและสุโขทัย (พ.ศ. 1781-1921 / 1893-2310)

    • หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีบ่งบอกว่าสมัยลานนามีอยู่ก่อนสมัยสุโขทัย.
    • วัตถุประสงค์ของการศึกษาในสมัยนี้คือ เพื่อให้สมาชิกสังคมสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น การประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และเป็นการจัดการศึกษาเพื่ออนุรักษ์พัฒนาวัฒนธรรมของสังคม.
    • สถานที่ศึกษา ได้แก่ สำนักวัดหรือบ้าน.
    • ในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทย ในปี พ.ศ. 1826. อักษรไทยในสมัยลานนาพบมีจารึกและสมุดประเภทต่างๆ เป็นภาษาไทยและภาษาขอมเป็นส่วนใหญ่.
    • หลักฐานความรู้ ได้แก่ ความรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (เช่น การอ่านเขียนหนังสือไทยและขอม) และความรู้ทางพุทธศาสนา. นอกจากนี้ยังมีความรู้เกี่ยวกับการปกครอง อาชีพที่ถ่ายทอดในครอบครัว และความรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและสุขภาพ.
    • ผู้สอน ส่วนใหญ่คือ พระสงฆ์.
  • สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)

    • สาระสำคัญของการศึกษาแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ:
      • การศึกษาฝ่ายพุทธจักร: มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้ทางพุทธศาสนา โดยมีพระสงฆ์เป็นครู และศึกษาที่วัด. นักเรียนส่วนมากเป็นบุตรเจ้านายและบุตรข้าราชการ.
      • การศึกษาฝ่ายอาณาจักร: มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้ความรู้ด้านอักษรศาสตร์ หรือวิชาชีพ. ครูเป็นฆราวาส และศึกษาในสถานที่ต่างๆ เช่น พระราชวัง และสำนักราชบัณฑิต.
    • เหตุการณ์สำคัญ:
      • พ.ศ. 1926 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรับปรุงระบบการศึกษา โดยเปลี่ยนตำราเรียนจากขอมเป็นไทย และเปลี่ยนวิธีเรียนจากการท่องเป็นคัดลอก.
      • สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งราชทูตไปต่างประเทศ.
      • สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งเสริมการศึกษา โดยมีการรวบรวมตำราต่างๆ เช่น ตำราโอสถพระนารายณ์.
      • มีการตั้ง โรงเรียนสำหรับราชโอรสและข้าราชการ และเชิญผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมาสอน.
      • สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีรับสั่งให้แต่ง "หนังสือจินดามณี" (พ.ศ. 2205) ซึ่งถือเป็น ตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก.
  • สมัยธนบุรี (พ.ศ. 2313-2325)

    • หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310).
    • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงส่งเสริมพุทธศาสนาและการศึกษา โดยรวบรวมพระไตรปิฎกที่กระจัดกระจาย และมีการตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ เช่น วัดระฆัง.
    • มี "หนังสือจินดามณี" ฉบับที่ 2.
  • สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325-2411)

    • แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะเริ่มตั้งกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2394) และระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ (พ.ศ. 2394-2411).
    • สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1): ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและวรรณกรรม โดยมีการสร้างวัดและรวบรวมคัมภีร์ทางศาสนา.
      • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ถือเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ความรู้ที่สำคัญ.
    • สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2): การศึกษายังคงเน้นที่วัด.
    • สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3): ทรงส่งเสริมการเรียนรู้ของชาวต่างชาติ. มีการตั้ง "โรงทาน" เพื่อเป็นที่พักและสอนศีลธรรม. ทรงส่งเสริมให้มีการเรียนการแพทย์และช่างต่างๆ โดย หมอบรัดเลย์ ได้ก่อตั้งโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นของการแพทย์สมัยใหม่ (พ.ศ. 2380).
    • สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4): เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการศึกษาไปสู่ แบบตะวันตก.
      • ทรงเชิญ มิชชันนารีตะวันตก เช่น หมอบรัดเลย์ และสังฆราชปัลเลอกัวซ์ มาสอนภาษาอังกฤษ ละติน ฝรั่งเศส.
      • มีการตั้ง โรงพิมพ์หลวง (พ.ศ. 2384).
      • มีการจัดตั้ง หอสมุดหลวง (พ.ศ. 2379) เพื่อเป็นศูนย์กลางแนวคิดทางการศึกษาใหม่.

2. การศึกษาไทยภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (พ.ศ. 2411-2475)

  • สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) (พ.ศ. 2411-2453)

    • เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการปฏิรูปการปกครองและอิทธิพลตะวันตก.
    • พ.ศ. 2414 ทรงจัดตั้ง โรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งถือเป็น โรงเรียนแห่งแรกที่มีหลักสูตรแบบตะวันตก และเป็น จุดเริ่มต้นของการศึกษาในระบบ (Formal Education).
    • ทรงจัดตั้ง กรมศึกษาธิการ (พ.ศ. 2430) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น กระทรวงธรรมการ (พ.ศ. 2435).
    • พ.ศ. 2427 มีการจัดตั้ง โรงเรียนสำหรับราษฎร ทั่วราชอาณาจักร โดยใช้พื้นที่วัด.
    • มีการจัดตั้งโรงเรียนประเภทต่างๆ เช่น โรงเรียนแพทย์ (พ.ศ. 2432), โรงเรียนฝึกหัดครูแห่งแรก (พ.ศ. 2435), โรงเรียนกฎหมาย (พ.ศ. 2439), โรงเรียนราษฎร์ (พ.ศ. 2446).
    • พ.ศ. 2428 กำหนดหลักสูตรชั้นประถม 1 และ 2 ซึ่งเป็นการ ปฏิรูปหลักสูตรครั้งแรก.
    • พ.ศ. 2450 มีการจัด สอบครูทั่วราชอาณาจักร เป็นครั้งแรก.
    • วัตถุประสงค์ของการศึกษาเปลี่ยนจากการเรียนเพื่อสนองความต้องการของราชการ มาเป็นการ ขยายการศึกษาให้กว้างขวางเพื่อประชาชนทุกคน มีโอกาสเรียนรู้.
  • สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) (พ.ศ. 2453-2468) และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) (พ.ศ. 2468-2475)

    • พ.ศ. 2459 ก่อตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเริ่มต้น 4 คณะ ได้แก่ แพทยศาสตร์, รัฐประศาสนศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์ และอักษรศาสตร์.
    • พ.ศ. 2461 ประกาศใช้ พระราชบัญญัติประถมศึกษา กำหนดให้การศึกษาประถมศึกษาเป็น การศึกษาภาคบังคับ.
    • พ.ศ. 2465 จัดตั้ง โรงเรียนเพาะช่าง เพื่อการศึกษาศิลปหัตถกรรมแก่ประชาชน.
    • ปลายสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2467-2475) มีการปรับปรุงหลักสูตรและระเบียบการศึกษาให้สอดคล้องกับวัยและความสามารถของนักเรียน.
    • พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ ระบอบประชาธิปไตย.

3. การศึกษาไทยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย (พ.ศ. 2475-ปัจจุบัน)

  • หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง-หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2475-2493)

    • รัฐบาลได้กำหนด แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาของชาติ.
    • พ.ศ. 2479 แผนการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้ ทุกเทศบาลต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ.
    • พ.ศ. 2489 มีการจัดตั้ง องค์การประชาชาติประเทศไทย (UNESCO Thailand).
  • เริ่มต้นแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษา-ปัจจุบัน (พ.ศ. 2494-ปัจจุบัน)

    • พ.ศ. 2494 แผนการศึกษาแห่งชาติกำหนดการศึกษา 5 ระดับ ได้แก่ อนุบาล, ประถม, มัธยม, อุดมศึกษา, อาชีวศึกษา, การศึกษาพิเศษ และผู้ใหญ่.
    • พ.ศ. 2503 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้การศึกษาแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ อนุบาล, ประถม, มัธยม และอุดมศึกษา. ประถมศึกษา 7 ปี, มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี.
    • พ.ศ. 2504 การพัฒนาการศึกษาถูกรวมเข้าใน แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เป็นครั้งแรก.
    • พ.ศ. 2517 มีการ ปฏิรูปการศึกษา ครั้งใหญ่ เนื่องจากประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม และระบอบประชาธิปไตย.
    • พ.ศ. 2520 แผนการศึกษาชาติ กำหนดระบบการศึกษาเป็นแบบ 6-3-3 (ประถม 6 ปี, มัธยมต้น 3 ปี, มัธยมปลาย 3 ปี).
    • แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) เน้นการพัฒนา "คน" เป็นเป้าหมายหลัก.
      • เป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ พัฒนาให้คนไทยเป็นผู้เรียนรู้และคิดเป็น, พัฒนาให้คนไทยพร้อมอยู่ร่วมกับผู้อื่น, และพัฒนาคนไทยสู่เวทีโลก.
    • พ.ศ. 2542 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.
      • แนวคิดสำคัญ คือ "การศึกษาเพื่อมวลชน" (Education for All).
      • เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเป็น "คนดี คนเก่ง คนมีสุข".
      • การปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปฏิรูปโครงสร้าง (การบริหารและการจัดการศึกษา), ปฏิรูปการเรียนรู้ (การเรียนการสอน), และ ปฏิรูปการจัดการศึกษา.
      • เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต.
      • กำหนดให้ ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมรับผิดชอบ ต่อการจัดการศึกษา.
      • มี ยุทธศาสตร์ 10 ด้าน เพื่อการดำเนินงานการปฏิรูป.
    • พ.ศ. 2550 มีการยุบรวมกรมและสำนักงานบางส่วน และกำหนดแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติใหม่.

โดยสรุป การศึกษาไทยมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคโบราณที่เน้นการเรียนรู้เพื่อการอยู่รอดและศาสนา ไปจนถึงยุคปัจจุบันที่เน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างรอบด้าน และการเรียนรู้ตลอดชีวิตภายใต้กรอบของประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืน.

แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (พ.ศ. 2545-2559)

            แผนการศึกษาแห่งชาติในช่วงปี พ.ศ. 2540-2559 ประกอบด้วยแผนสำคัญสองฉบับที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยใ...